อุปกรณ์ กันขโมย PIR กับการแบ่งเกรด

พอดีมีคนถามคำถามสำหรับเรื่องการแบ่งเกรด PIR
วันนี้ผมจะแชร์วิธีเลือกซื้อ PIR กันเล่นๆละกันครับ

มาตรฐานการแบ่งเกรด ของอังกฤษตัวนี้เริ่มใช้ในปี 2005 ครับ โดยเป็นข้อกำหนดสำหรับการติดตั้งตามสถานที่ต่างๆครับ

สำหรับ security gradeในหมวด detector ของ intruder alarm แบ่งออกเป็น 4เกรดครับ คือ security grade 1-4

แล้วต่างกันตรงไหน ?

หน้าที่ของ pir หรือ detector ยังงัยก็ไม่เปลี่ยนครับ คือ ตรวจจับ และส่งสัญญาณจะต่างกันที่ฟังก์ชันที่เพิ่มเข้ามา และสถานที่ใช้งาน

สำหรับ grade 1 นั้นจะใช้ในที่มีความเสี่ยงต่ำไล่ไปเรื่อยๆจนถึง 4 ที่มีความเสี่ยสูง

security grade 1 – ให้ใช้ในสถานที่ ที่มีความเสี่ยงต่ำ สำหรับตลาด DIY เช่นสินค้า DIY จากจีนเป็นต้น
security grade 2 – ให้ใช้ในสถานที่ ที่มีความเสี่ยงต่ำถึงกลาง เช่น ที่พักอาศัย เช่นบ้านพักโดยทั่วไป
security grade 3 – ให้ใช้ในสถานที่ ที่มีความเสี่ยงกลางถึงสูง เช่น ร้านค้าโดยทั่วไป
security grade 4 – ให้ใช้ในสถานที่ ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม

สำหรับทุกยี่ห้อที่ผมกล่าวและแนะนำในกระทู้ที่สอบถามต่างๆ เช่น honeywell, bosch, ness, wisdom, infinite, visonic, etc.. ล้วนมีอุปกรณ์ที่ใช้งานในระดับ security grade 2 ทั้งหมด

แล้วเอาอะไรมาแบ่งเกรด ?
สิ่งที่แบ่งเกรดก็คือฟังก์ชัน เช่น security grade 3 เรียกร้องให้ detector สามารถแจ้งเตือนเมื่อถูกวัตถุบดบังได้ (anti mask) และสามารถแจ้งสัญญาณไปที่เครื่องได้

ทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณภาพของ sensor ครับ
คุณภาพของ sensor ดูจากตรงไหน ?

วัดยาก สำหรับผม ดูจาก
1. ความสามารถในการแบ่งแยกจำนวนองศาได้ละเอียด
2. ดูวิธีการ sampling ข้อมูล ในแต่ละ sensor
3. หลักในการใช้ลำแสงในแต่ละ sensor
4. ความสามารถในการปรับเปลี่ยนหลักการเก็บข้อมูลตามสภาพแวดล้อม

สรุปเรื่อง security grade – สำหรับเราๆแล้ว ไม่ต้องไปใส่ใจในเรื่อง security grade เลยแม้แต่น้อย เพราะ datasheet ส่วนใหญ่จะไม่ได้โชว์

แล้วเลือกใช้แบบไหนดี ?
ง่ายๆครับ เลือกจากเทคโนโลยีที่ใช้ + Brand อีกนิดหน่อย ไม่ใช่ว่าแนะนำให้บ้าแบรนด์ แต่ของที่มีแบรนด์มักจะใช้ sensor ที่มีคุณภาพกว่า

- หากใช้สำหรับบ้านทั่วไป ?
ให้เลือกใช้ชนิด dual PIR ที่มีการให้ปรับ pulse หลายแบบหน่อยตั้งแต่ 2 ขึ้นไป

1 Pulse – ตรวจจับไว (พวกคนขายเวลา demo ชอบโชว์โดยใช้ตัวนี้ เราเห็นจะรู้สึกว่าตรวจจับไว)
2-3 pulse – ผม recommended ให้ใช้ standard ที่ 2 เพราะโดยปกติ ขโมยจะไม่วิ่งปรู๊ดแล้วหายเลยอยู่แล้ว มักจะเดินวนไปเวียนมานั่นแหละ

- หากใช้สำหรับร้านค้าหรือโรงงาน – ผมแนะนำให้ใช้ชนิด dual technology คือ microwave + pir เพราะ microwave จะมี reliability ในช่วงความร้อนที่มากกว่า และสาเหตุที่ระบบ wireless ไม่ใช้เทคโนโลยีประเภทนี้เพราะ มันกินไฟ นั่นเอง

เช่นเดิม – สำหรับคนที่อยากสอบถามเพิ่มเติม ให้ส่ง link มาที่หลังไมค์ครับ จะได้ทราบว่าคำถามอยู่ตรงไหนจะได้ตามมาตอบถูก และอาจจะตอบช้าเล็กน้อย แต่จะพยายามตอบให้หมด

การเลือกใช้ Hardisk สำหรับ DVR

ในการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัย โดยใช้ระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบ (Surveillance) และบันทึกลงใน DVR ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นผู้จำหน่ายหรือผู้ใช้งานมักให้ความสำคัญกับจำนวนวันที่สามารถบันทึกใน DVR มากกว่าคุณภาพที่ใช้บันทึก

เช่นสามารถบันทึกได้ 30-60 วัน เป็นอย่างน้อยซึ่ง คุณภาพที่ได้นั้นไม่สามารถใช้งานได้จริง

สำหรับสถานที่ ที่ให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัย สำหรับงานด้านการทำ surveillance(ระบบลาดตระเวน หรือระบบกล้องวงจรปิดนั่นเอง) เพื่อใช้งานได้จริงๆนั้น ควรที่จะให้ความสำคัญแก่ระบบบันทึกมากๆ (DVR) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Hardisk ในเบื้องต้นผมจะให้ความรู้เกี่ยวกับขนาดในการบันทึก (QCIF, CIF, 2CIF, 4CIF, D1)ก่อน หลังจากนั้นจะพูดถึงการเลือกใช้ Hardisk สำหรับ cctv

ขนาดในการบันทึก สำหรับ DVR

ขนาดในการบันทึกนั้นจะถูกเรียกตามขนาด ซึ่งถ้าบันทึกภาพที่มีขนาดใหญ่ก็จะใช้พื้นที่ Harddisk มากตามเรียงตามลำดับจากขนาดเล็กไปใหญ่ ดังนี้ QCIF >> CIF >> 2CIF >> 4CIF >> D1 จากภาพเราจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน **หมายเหตุ D1 เป็นการบันทึกเชิง digital หรือบันทึกจากพวก ip camera

ตัวแทนจำหน่ายรวมถึงผู้นำเข้าส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจในความสำคัญของขนาดในการบันทึก และโหมโฆษณาว่าตัวเองบันทึกได้เป็นเวลานาน “อย่าไปหลงเชื่อ” ให้ดูขนาดในการบันทึกเป็นหลัก

ถ้าบันทึกในขนาด QCIF จะมีข้อดีคือมีอายุในการใช้บันทึกได้นานมากๆ แต่คุณภาพที่ได้จะต่ำมาก ส่วน 4CIF คุณภาพของภาพแม้ทำการขยายแล้ว ก็ยังชัดเจนอยู่มากทำให้สามารถขยายภาพเพื่อทำการตรวจสอบลักษณะของคนได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเสียคือใช้เนื้อที่ Hardisk เปลือง

สำหรับการใช้งานตามบ้านหรือร้านค้าทั่วไป ควรเลือกใช้ที่ CIF เพราะราคาของ DVR และการเลือกใช้ Hardisk ราคาจะไม่สูงมากนักนอกจากนี้ยังต้องดูเทคโนโลยีการบีบอัดภาพของ DVR นั้นด้วยซึ่งจะกล่าวถึงทีหลัง

สำหรับ Hardisk ที่ใช้ใน surveillance application นั้นต้องเลือกคุณภาพของ Hardisk ที่อยู่ในเกรดที่ดี ไม่ต่ำกว่า seerver grade เนื่องจาก Hardisk นั้นต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ยกตัวอย่างง่ายๆ ลองนึกถึง computer ที่ใช้กันตามบ้านดูนะครับ เคยเปิดเครื่องทิ้งเอาไว้แล้ว Hardisk ไหม้รึเปล่า นั่นก็เพราะว่า Hardisk ที่ใช้กันนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานหนักตลอด 24 ชั่วโมง แม้แต่เครื่อง server เองก็ตามก็ไม่ได้ใช้งานหนักตลอดแม้จะเปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่การใช้งานในเครื่อง DVR แล้ว เนื่องจากเราต้องบันทึกตลอด 24 ชั่วโมง การทำงานจึงเหมือนกับเราเปิดโปรแกรมที่ใช้งานหนักตลอด 24 ชั่วโมง การเลือกใช้งาน Hardisk จึงควรใช้เฉพาะที่เป็น server grade ขึ้นไปเท่านั้น หรือถ้าจะให้ดีก็ควรเลือกที่เป็น surveillance grade ยิ่งดี

ส่วนใหญ่ที่แถมมาให้กับเครื่อง DVR ในตลาดบ้านเรามักจะไม่บอกรุ่นของ Hardisk ซึ่งหลังจากที่ผมแกะดูส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็น Hardisk ทั่วไปๆเท่านั้น

นานาสาระกล้องวงจรปิด ..

ตอนภาพจากกล้องวงจรปิด สามารถใช้เป็นหลักฐานในศาลได้หรือไม่

สวัสดีครับ วันนี้นานาสาระจากกล้องวงจรปิด จะพูดถึงเรื่องกฎหมายเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม
เพราะถูกมองว่าไม่มีความรู้ แต่ตราบใดก็ตามที่เรามีส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ควรจะเป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจและเรียนรู้ในเรื่องกฎหมาย ฉะนั้นในนานสาระกล้องวงจรปิดในสัปดาห์นี้จะขอหยิบเอากรณีตัวอย่างของภาพจากกล้องวงจรปิด สามารถใช้เป็นหลักฐานในศาลได้หรือไม่

ประเด็นคำถาม

กรณีมีผู้กระทำความผิดและไม่มีหลักฐานใดๆ นอกจากกล้องวงจรปิดเพียงอย่างเดียว ไม่ทราบว่าสามารถนำไปเป็นหลักฐานได้หรือไม่ และหากภาพนั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระทำความผิด เช่น กรณีลักทรัพย์ แต่ได้นำทรัพย์ใส่ถุงขยะแล้วนำออกไป ภาพในกล้องก็เป็นเพียง การนำถุงขยะออกไป ซึ่งทำให้ผู้ต้องหาแย้งได้ว่านำขยะไปทิ้ง กรณีนี้จะสามารถเอาผิดได้หรือไม่

คำชี้แจง

หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่ผู้ต้องหากระทำความผิดนั้น แต่ก็มีภาพพฤติกรรมการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของผู้ต้องหาในเทปบันทึกภาพที่บันทึกได้จากกล้องวงจรปิด อันเป็นพฤติกรรมที่อาจสงสัยได้ว่าผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยได้กระทำความผิด จึงย่อมนำมาใช้เป็นพยาน หลักฐานประกอบในการพิสูจน์ความผิดเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยพนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจรวบรวมหลักฐานทุกชนิด
เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ะถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิด หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 131

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

หมายเหตุ
- กล้องวงจรปิดเป็นวัตถุพยาน ที่เป็นหัลกฐานในการให้ได้ข้อเท็จจริง และสามารถนำไปพิจารณา ตัดสินคดีความว่าผู้ใดเป็นฝ่ายผิดได้
- กล้องวงจรปิด หากใช้ไม่ถูกกาลเทศะ ไม่ถูกสถานที่ แล้วนำไปใช้ให้ผู้อื่นเสียหายก็เป็นละเมิดได้ เพราะเป็นการไปล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัวของผู้อื่น

หวังว่าคุณผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้ที่มีกล้องวงจรปิดครอบครองจะได้สาระประโยชน์จากบทความดักล่าวข้างต้น แล้วพบกันใหม่ในคราวต่อไป

วิธีการพิจารณาหรือเลือกกล้องวงจรปิดให้ร้านทอง

วิธีการพิจารณาหรือเลือกกล้องวงจรปิดให้ร้านทอง

กล้องวงจรปิดหรือกล้อง CCTV นั่นปัจจุบันได้รับความนิยมสูงมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะประโยชน์ของกล้องวงจรปิดนั่นเอง หลายต่อหลายเหตุการณ์ที่มักจะใช้กล้องวงจรปิดในการคลี่คลายคดีอาชญกรรมต่างๆ มากมาย และสามารถจะลดเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นหากเราไม่ระมัดระวัง
เมื่อมองเห็นประโยชน์ของกล้องวงจรปิดแล้ว คุณจะไม่คิดมีไว้ประจำบ้าน ประจำออฟฟิศ หรือใช้ในสถานที่ที่สำคัญของคุณและครอบครัวเหรอ ?
วันนี้เรามีข้อแนะนำการเลือกกล้องวงจรปิดให้กับร้านทองกัน เพราะจากสถิติการขโมย ร้านทองคำมักจะตกเป็นเหยื่อของผู้ร้ายอยู่เสมอ งั้นเราไปดูการเลือกกล้องวงจรปิด อย่างไรให้ร้านทองกันเลย..
ขั้นตอนแรกต้องเช็คสถานที่ๆจะติดกล้องวงจรปิดก่อนว่ามีการย้อนแสงหรือไม่? สถานที่ๆ จะติดตั้งมีแสงไฟมากไปหรือเปล่า ? มุมที่จะติดกล้องวงจรปิด เป็นกว้างหรือแคบ ? ถือเป็นปัจจัยสำคัญต้นๆ ก็ว่าในการพิจารณาถึงสถานที่ติดตั้งเพราะจะทำให้ได้ภาพที่ชัดเจน ซึ่งมีประโยชน์มาก
สำหรับสถานที่ๆ ย้อนแสง กล้องวงจรปิดที่จะใช้ควรจะมีระบบย้อนแสง (Wide Dynamic ) ยกตัวอย่างเช่น BLC เป็นระบบย้อนแสงที่เฉลี่ยแสงมาไว้ที่กลางภาพ ทำให้วัตถุที่อยู่ในบริเวณกลางภาพจะสว่างขึ้น แต่แสงที่อยู่ภายหลังวัตถุจะมีแสงที่สว่างมากขึ้นจน Over ทั้งนี้ภาพที่ออกมาก็จะขึ้นอยู่กับกล้องวงจรปิดแต่ละรุ่นด้วย เช่น กล้องวงจรปิดบางรุ่นที่เคยเห็นจะสามารถเห็นหน้าคนได้บ้างเหมือนกันแม้ยืน อยู่ริมๆ ภาพ แต่บางรุ่นหน้าจะดำถ้าไม่ยืนตรงกลางภาพ อันนี้ต้องทดสอบกล้องที่เราจะเลือกซื้อดูว่ามีประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง บ้างรุ่นหรือบ้างยี่ห้อของกล้องวงจรปิด แบบย้อยแสง (Wide Dynamic) ก็จะมีที่เป็นกล้องวงจรปิด CS mount และ DOME ท่านใดชอบแบบใดก็เลือกที่ใช้ให้ตรงกับร้านทองที่จะติดตั้งนะคะ
สำหรับสถานที่ๆ มีแสงมากหรือน้อย มีผลต่อภาพของกล้องวงจรปิดเช่นกัน เราดูได้จาก Lux ของกล้อง 0.1… 1.5 เป็นต้น Lux ยิ่งน้อย ความต้องการรับแสงของกล้องยิ่งต่ำ หากแสงไฟไม่เพียงพอ ภาพที่เราเห็นจะเป็นเม็ดๆ กวนขึ้นมาที่จอภาพ โดยประมาณ แสงไฟนีออนหลอดยาว 1-2 ดวงขึ้นไป ใช้ได้กับ 1.5 Lux ลงมาก็เห็นภาพได้ดี
อีกประการเรื่องมุมมองในการติดตั้งกล้องวงจรปิด ในที่นี้จะพูดถึง เลนส์ของกล้องวงจรปิด มีตั้งแต่ 1.78 ….– 25 mm. แต่เลนส์มาตรฐานที่ใช้โดยทั่วไปก็จะเป็น 4 ….16 mm. เลนส์เบอร์ยิ่งน้อยจะยิ่งกว้าง เก็บรายละเอียดในสถานที่ได้มาก แต่วัตถุสิ่งของจะมีขนาดเล็ก และตรงข้ามกันเบอร์ยิ่งสูง จะยิ่งมีมุมมองแคบ และวัตถุสิ่งของจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้มุมของภาพระหว่างเลนส์ต่างๆ ขนาดของ CHIP กล้อง (1/2″,1/3″,1/4″) และ ความละเอียดของ TVL ของกล้องวงจรปิด ก็มีผลในการแสดงภาพเช่นกัน
แต่หากว่าผู้ที่ต้องการติดตั้งไม่มีความรู้ ไม่ยากเลย สามารถขอคำปรึกษาได้จากตัวแทนจำหน่ายกล้อง หรือช่างกล้องวงจรปิด ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ให้บริการจะเป็นคนพิจารณาความเหมาะสมให้ จึงไม่ต้องกังวล.

การเดินสายสัญญาณ….สำคัณไฉน

การเดินสายสัญญาณ….สำคัณไฉน

ภายในอาคารผมใช้

1.รางเดินสาย

2.ท่อพลาสติกขาวร้อยสาย

3.ตอกกิ๊ฟ (ถ้าลุกค้าเน้นประหยัด)

ภายนอก

1.สายไฟใช้สาย VCT 2×2.5 พันไฟกับสลิง

2.ขุดถนน ลาดยาง,คอนกรีต (หมู่บ้านจัดสรรหรู ๆๆๆ)

แล้วเพื่อน ๆ ทำไงกันบ้าง เชิญแลกเปลี่ยนความรู้กันครับเพื่อเป็นแนวทางการปรับปรุงงานของตัวเองไห้ดี ดีขึ้น ครับ

การออกแบบระบบโทรทัศน์วงจรปิด

การเลือกชนิดของกล้องวงจรปิด
ชนิดของกล้อง กล้องวงจรปิดมีหลายชนิดหลายแบบ โดยแบบได้คร่าว ๆ ดังนี้
1. กล้องแบบ CS MOUNT เป็นกล้องที่ต้องใช้เลนส์ต่อกับกล้อง ทำให้เกิดภาพ ข้อดี คือ ภาพจะชัด เพราะเลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์มาตรฐานขนาดใหญ่
2. กล้องแบบโดม เหมาะสำหรับสถานที่ที่ต้องการความสวยงามหรือไม่ต้องการให้สังเกตเห็นว่ามีการติดตั้งกล้องวงจรปิด

ความละเอียดของภาพ (RESOLUTION)
กล้องที่ให้ภาพจะชัดเจนหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นรับภาพ CCD ซึ่งแบบได้ 2 แบบ คือ
1. NORMAL RESOLUTON เป็นแบบที่มีความละเอียดของภาพปกติ ประมาณ 330 – 380 TV LINE
2. HIGN RESOLUTION เป็นแบบที่มีความละเอียดของภาพสูงประมาณ 400 – 550 TV LINE หมายเหตุ กล้องที่มีความละเอียดของภาพสูงจะมีราคาสูงตามไปด้วย
ความสามารถในการรับแสง (ILLUMINATION) กล้องที่มีความสามารถในการรับแสงต่ำ (LUX) จะสามารถใช้ในสถานที่ที่มีความสว่างน้อย (ในที่มืด) ได้ และราคาจะสูงตามไปด้วย

เลนส์ (LENS) การเลือกเลนส์ มีความสำคัญในการติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด

หลักการทำงานของเลนส์
เลนส์จะตัวรวมแสงให้ภาพตกกระทบที่แผ่นรับภาพ CCD โดยมี IRIS , (ช่อง ให้แสงผ่าน) เป็นตัวกำหนดให้ภาพที่เกิดมีความเข้มของแสงตามต้องการ ถ้าในที่มีแสงมาก IRIS จะต้องเปิดน้อย ถ้าในที่มืดจะต้องเปิด IRIS ให้กว้างที่สุด

ชนิดของเลนส์
1. FIX IRIS IRIS ของเลนซ์จะไม่สามารถปรับได้ ทำให้จะต้องใช้ในสถานที่ภายในอาคาร ที่มีแสงสว่างคงที่ตลอดเวลา
2. MANUAL IRIS IRIS ของเลนส์จะสามารถปรับได้ด้วยช่างเทคนิคที่ติดตั้งกล้อง เหมาะสำหรับงานในอาคารที่มีความสว่างในแต่ละห้องไม่เท่ากัน สามารถปรับแสงให้เหมาะสมในแต่ละห้องได้
3. AUTO IRIS เป็นเลนส์ที่ IRIS จะปรับขนาดการรับแสงเอง โดยอัตโนมัติขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงที่ตกกระทบเลนส์ เหมาะสำหรับติดตั้งนอกอาคารที่ความสว่าง เปลี่ยนตามแสงอาทิตย์

อุปกรณ์ควบคุมและบันทึกภาพ แบบใช้เทป (ANALOG)
เครื่องแบ่งภาพ MULTIPLEXER เครื่องบันทึกภาพ ประกอบด้วย
1. MULTIPLEXER (เครื่องแบ่งภาพ) ใช้ต่อกับกล้องได้ 4 ตัว, 8 ตัว และ 16 ตัว
2. TIMELAPSE RECORDER (เครื่องบันทึกภาพ) ใช้บันทึกภาพด้วยเทป มีแบบ 24 ชั่วโมง 96 ชั่วโมง, 196 ชั่วโมง, 960 ชั่วโมง

จอภาพ (MONITOR, TV)
ใช้แสดงภาพ แบบใช้ HARDDISK (DVR) บันทึกภาพลง HARDDISK แบ่งได้ 3 ประเภท
1. แบบ CARD เป็น CARD ที่สามารถต่อกล้องได้ 4, 8, 16, 24, 32 ตัว โดยจะต้องใช้ COMPUTER
2. แบบ STANDALONE เป็นแบบ ที่ประกอบ COMPUTER มาจากโรงงานโดยตรงเป็นแบบ PC BASE
3. แบบ STAND ALONE NON PC เป็นแบบ อุปกรณ์ประกอบจากโรงงานทั้งชุดและไม่ใช้โปรแกรม WINDOW (NON PC)

บันทึกแบบ Fram กับ CIF ต่างกันอย่างไร

การบันทึกแบบ Frame กับ CIF ของ DVR AVTECH สามารถเลือกแบบใดแบบหนึ่งได้ ต่างกันคือ

บันทึกแบบ Frame บันทึกในรูปแบบ MJPEG ซึ่งขนาดของภาพจะมีขนาด 720×480 pixels / 720×576 pixels เทียบง่ายๆเท่ากับมาตรฐาน DVD
แต่ ในส่วนของความเร็วในการบันทึกและPlaybackก็จะเป็น 6.25 ภาพต่อวินาทีต่อกล้องด้วยซึ่งภาพที่ได้อาจจะไม่ราบรื่นดีนักแต่ก็ใช้ได้ครับ

ส่วนการบันทึกแบบ CIF จะบันทึกในรูปแบบของ MPEG4 ขนาดของภาพ 352×240 pixels / 352×288 pixels เทียบง่ายๆเท่ากับมาตรฐาน VCD
ในส่วนของความเร็วในการบันทึกและPlaybackก็จะเป็น 25 ภาพต่อวินาทีต่อกล้อง
ทำให้ภาพที่ได้ดูเป็นธรรมชาติขึ้นครับไม่กระตุกครับ

สรุปการใช้งาน
ก็แล้วแต่ว่าจะเลือกใช้แบบใดนะครับส่วนตัวผมเองแล้วชอบเลือกแบบ Frame มากกว่าเพราะว่าภาพที่ได้ขนาดใหญ่ขยายออกมาไม่ค่อยแตก CIF

กล้อง ip camera ความล้มเหลวในไทย

ในปัจจุบัน เราคงเคยได้คุ้นหูคำว่า กล้องวงจรปิด ชนิด ip (ip camera) มีอยู่หลายองค์กร ที่ได้เรียกร้องต้องการใช้กล้องวงจรปิดชนิด ip หรือ ip camera โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว ในองค์กรของคุณควรใช้จริงๆรึเปล่า รวมถึงผู้ประกอบการ ตัวแทนจำหน่าย หรือ SI (System integrator)ที่ชอบ ip camera กันนักหนา วันนี้ผมจะชี้ให้เห็นถึงจุดด้อยอันยิ่งใหญ่ให้ฟัง หลายๆคนคงโดนโม้มาให้ฟังว่า กล้อง ip camera ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ trend ได้เปลี่ยนแล้ว เดี๋ยวนี้หันมาใช้กล้อง ip camera กันหมดแล้ว ครับผมยอมรับครับว่า trend ในยุโรป หลายๆประเทศ หรือในบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง ได้เปลี่ยนมาใช้กล้องในระบบ ip camera กันหมด แต่ มันจะเหมาะสมกับเมืองไทยจริงหรือไม่ ปัญหามีดังนี้ครับ ในเมืองไทยกล้องวงจรปิด ip camera มีราคาสูงมาก เนื่องจากยังไม่เป็นที่แพร่หลายและคนใช้เป็นจำนวนน้อย ส่วนกล้องที่ราคาถูกๆ อย่างตัวละไม่กี่พัน คุณภาพก็ห่วยสมกับราคา เช่นพวกกล้อง vivotek, level1, etc.. ใช้สำหรับบ้านทั่วไปที่สิ้นคิด ยังพอใช้งานได้ซัก 3-4 เดือน ของผมเคยซื้อมาเล่น 4 ตัว เดือนแรกเจ๊ง 1 ตัว เดือนที่ 2 เจ๊งอีกตัว เดือนที่ 4 เจ๊งทุกตัว ไว้ว่างๆ จะมา review กันให้ฟังครับ ส่วนกล้องที่ดีๆ ราคาก็สูงมากมาย เช่น Bosch ราคาอัดไปที่ 3-4 หมื่นบาทต่อตัว มันพังได้ง่ายมาก เพราะ กล้อง ip camera ไม่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งาน outdoor เคยเดินทางไปที่เมืองท่องเที่ยวครับ ขนาดใช้กล้อง Bosch อย่างดี แต่ติดที่เป็นกล้อง ip camera ส่วนใหญ่เดี้ยงหมดครับ เพราะเกิดจากความร้อนที่มากเกิน หลายๆคนคงเริ่มสงสัย อ้าว…แล้วมันต่างจากกล้อง analog ตรงไหนกัน คำตอบคือ ต่างครับ ต่างกันมาก อธิบายง่ายๆ กล้อง ip camera จริงๆ มันก็คือ กล้อง analog + Video server (เป็นตัวแปลงสัญญาณจาก analog เป็น digital และส่งสัญญาณผ่าน network ได้ เหมือนพวก Switching Hub ที่ส่งสัญญาณผ่าน LAN นั่นเอง) ปัญหาอยู่ที่นี่เองครับ โดยปกติ การจับภาพและการส่งสัญญาณภาพแบบ analog ก็จะมีความร้อนเกิดขึ้นอยู่แล้ว กระบวนการแปลงสัญญาณและการบีบอัด (Compression) ยิ่งมีความร้อนออกมามาก รวมกับสภาพอากาศในประเทศไทย ที่แม้ว่าช่วงนี้จะเย็นขึ้นมาหน่อย ก็เกิดอาการเดี้ยงอย่างสมบูรณ์ครับ กล้อง ip camera จะดับไปเฉยๆ Infra srtucture (Network)ในประเทศไทยไม่ค่อย support (เงินในกระเป๋าเรา) เท่าไหร่ เพราะ application ip ทุกอย่างจะวิ่งบน LAN ทั้งหมด อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เดี้ยง ก็เพราะประหยัดในส่วนนี้นั่นเอง แล้วยี่ห้ออะไรดีล่ะที่เหมาะสมกับกล้อง ip camera ว้าว ..^-^ คำถามสุดคลาสสิกครับ คำตอบคือ Cisco, 3Com ซึ่งถ้าออกแบบโดยใช้ยี่ห้อ ดังกล่าว หน้าหงายครับเพราะราคา switch แต่ละตัว เป็นแสนทั้งนั้น(ต้องใช้รุ่นระดับสูงครับ รุ่นเล็กๆใช้ไม่ได้ใน surveillance application) แล้วถ้าไม่ใช้ล่ะ ปัญหาก็อย่างที่ผมกล่าวบ่อยๆครับ คือใช้ซักพักจะเดี้ยง ^-^ และเสียทีมันจะเสียทั้งหมด ระบบบันทึกสำหรับกล้องวงจรปิดชนิด ip ในแต่ละยี่ห้อไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งเท่ากับผูกมัดเราว่า ถ้าเราต้องการติดตั้งกลองวงจรปิดเพิ่มเติม เราจำเป็นต้องใช้กล้องยี่ห้อนั้นจนวันตาย หรือต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด หรือถ้าสามารถใช้งานร่วมกันได้ก็มีข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ แน่นอนครับในโลกนี้ก็มีอยู่หลายยี่ห้อที่พัฒนาระบบซอฟท์แวร์สำหรับบันทึกภาพจากกล้อง ip camera ขึ้นมา เช่น Milestone, Nice, Genesis, etc.. แต่ราคานั้นสูงลิบลิ่ว เอาเป็นว่าเฉพาะค่าลิขสิทธิ์ต่อกล้อง ก็ปาเข้าไปหลายพัน จนถึงหลักหมื่น สำหรับซอฟท์แวร์ที่แถมมากับกล้องคุณภาพก็สุดแสนจะอนาถา เอาเป็นว่ากลับไปใช้กล้อง Analog ร่วมกับระบบบันทึกชนิด DVR (Digital video recorder) ดีกว่าครับ หากเป็นกล้องที่คุณภาพเดียวกัน ราคากล้อง ip camera ที่มีคุณภาพ ราคาจะสูงกว่าค่อนข้างมาก (ประมาณ 1-2 หมื่น ^-^) อ้าว แล้วทำไมเราจึงซื้อกล้อง ip แบบถูกๆได้ล่ะ (ต่ำกว่าหมื่น) ก็เพราะมันห่วยน่ะสิครับ ลองนึกดูว่าถ้าตอนนี้ท่านติดกล้องห่วยๆของ Fujiko หรือจีนแดงยี่ห้ออื่นตัวละประมาณ 7,000 บาท แล้วตอนนี้กำลังอยากเปลี่ยนไปใช้กล้อง ip ที่คุณภาพเท่าเดิม เราก็ต้องควักเงินในกระเป๋าประมาณ 17,000 บาท จึงจะได้กล้อง ip ที่มีคุณภาพห่วยทัดเทียมกัน ว้าว…สนมั้ยครับ เมื่อติดตั้งเสร็จสิ้น ในระบบที่ไม่ใหญ่นัก (100 ตัวในอาคารเดียวกันหรือใกล้ๆกัน) ราคาจะสูงกว่าการใช้งานระบบ Analog เกินเท่าตัว เอาไว้เท่านี้ก่อนละกันครับ ไว้นึกออกเพิ่มเติมแล้วจะมาเขียนเพิ่มต่อให้อีกที อ้อ แต่ถ้าท่านเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และมีงบประมาณเหลือเฟือ ว่างๆ จะมาลงวิธีการออกแบบสำหรับ ระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงให้ครับ

ข้อควรระวังในการวางระบบ กล้องวงจรปิด ip camera

จากบทความที่ผ่านมา เราได้ทราบถึงผลเสียของการใช้กล้องวงจรปิด ip camera กันแล้ว แต่สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานจริงๆ วันนี้จะมีวิธีการออกแบบระบบกล้อง ip camera และระบบรักษาความปลอดภัย แบบ ip มาให้ฟัง

ระวังในการออกแบบระบบ Network ให้ดี
การเลือกใช้ Core switch ต้องเลือก switch ที่สามารถลองรับอัตราการไหลของข้อมูลทั้งหมดได้ ผมมีวิธีการคำนวณแบบง่ายๆมาแชร์ให้ฟัง (จริงๆ ต้องคำนวณ ละเอียดกว่านี้มาก แต่เอาไว้เป็นไอเดีย ไม่ให้โดนคนขายหลอก) โดยปกติกล้องวงจรปิด ชนิด ip camera จะมีการส่งภาพวีดีโอ ตั้งแต่ 32 kbps – 3 Mbps ซึ่งแล้วแต่คุณภาพของกล้องว่ามีคุณภาพมากขนาดไหน โดยทั่วไปที่คุณภาพเท่ากับ VCD ในการ Compression แบบ Mpeg4, H.264, H.263 จะต้องใช้ Bandwidth ที่ 2 Mbps เพราะฉะนั้น ถ้าในองค์กรเราใช้กล้องทั้งสิ้น 100 ตัว เราจะใช้ Bandwidth ที่ 200*2 = 400 Mbps (การคิดต้องคูณด้วย 2 ไว้เสมอ)เป็นอย่างน้อยตลอด 24 ชั่วโมง

โดยปกติ เราต้องคำนวณ Bandwidth เผื่อระบบอื่นๆด้วย ซึ่งคิดเป็น 10-20% ของระบบกล้อง ip เท่ากับ 200 + 40 = 240 Mbps และการออกแบบต้องมีการคิดเผื่อการขยายเพิ่มเติมในอนาคต ต้องเผื่อไว้ไม่ต่ำกว่าเท่าตัว คือ 440*2 = 880 Mbps และการเลือกใช้ switch ควรเลือกใช้ Mange switch นะครับ

ปัจจุบันกล้อง ip มักจะมีเทคโนโลยี POE (Power over Ethernet) ติดมาด้วยคือสามารถจ่ายไฟให้ตามสาย LAN ได้ ทำให้ประหยัดค่าเดินสายไฟ หรือ สะดวกต่อการสำลองไฟ และหากเราจะใช้ function นี้ switch ของเราก็จำเป็นต้องมีฟังก์ชันนี้ด้วยเช่นกัน แต่ควรระวังเรื่องกำลังส่งของไฟที่ switch สามารถส่งไปให้ด้วยนะครับ

ระบบสำรองไฟ ต้องปึ้ก
หากเราใช้ ip camera ที่รองรับ POE ก็จะง่ายขึ้นหน่อย คือสามารถสำรองไฟจากแหล่งเดียวกันได้เลยทั้ง switch และ กล้อง แต่ถ้าไม่มีก็ลำบากขึ้นเล็กน้อย แต่จงจำไว้ว่า อย่าให้ระบบ network เดี้ยงโดยเด็ดขาด

หากต้องใช้กล้องภายนอก ควรใช้กล้อง Analog
อย่าประหยัดกับการต้องจ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อย ในการใช้กล้องวงจรปิด ชนิด Analog และ Video server เพราะการแยกการทำงานจะทำให้ปัญหาของความร้อนลดน้อยลง และ Housing ที่ใส่ให้กับกล้อง ควรเลือกรุ่นที่มีพัดลม (Blower) ด้วย และมี ip rating ที่ ip 55 เป็นอย่างน้อย หรือถ้าให้ดีก็ควรเลือกที่ IP66

ควรเลือกกล้องที่มีราคาสูง และมีมาตรฐานการผลิตที่ดี
หลีกเลี่ยงกล้องที่มีราคาถูกซะ ไม่ใช่ต้องการให้เปลือง แต่กล้องวงจรปิดที่มีคุณภาพราคาค่อนข้างสูง หากซื้อในราคาที่ขายกันต่ำกว่า 20,000 ลงมา (ราคาในประเทศไทย) ผมไม่แนะนำให้ใช้สำหรับองค์กร

กรุณาให้ความสำคัญกับระบบบันทึก
แนวความคิดในการบันทึกข้อมูลจากกล้องวงจรปิด มี 2 แนวความคิดใหญ่ๆ คือแบบรวมศูนย์ (Centralize) และแบบกระจายศูนย์ (Decentralize) แน่นอน คุณภาพจะแตกต่างกัน ส่วนราคาก็ต่างกันมากด้วย สำหรับส่วนนี้ไว้เมื่อมีเวลา ผมจะกลับมาเขียนให้อีกที และไม่ว่าจะออกแบบการบันทึกแบบไหน จงอย่าประหยัดเรื่องขนาดในการบันทึกเด็ดขาด ในอัตราการเปลืองเนื้อที่ที่เท่ากัน จงให้ความสำคัญ กับขนาดที่ใช้บันทึก มากกว่าค่า Frame rate เสมอ (ไม่จำเป็นต้องบันทึกเป็น real-time)

ส่วนอื่น เมื่อมีเวลาจะกลับมาเขียนเพิ่มครับ

* หมายเหตุ ip rating เป็นค่าที่ใช้วัดความสามารถในการป้องกันของแข็งและของเหลว โดยยิ่งมากยิ่งสามารถป้องกันได้มาก

DynDNS คืออะไร?เรามาดูกัน

หลังจากแจกวิธีสมัคร Dyndns ไปแล้ว บางท่านยังไม่เข้าใจว่า มันคืออะไร มันมีไว้ทำอะไรหว่ะ อิอิ เรามาทำความเข้าใจกัน

DynDNS หรือย่อมาจาก Dynamic DNS นั่นเอง? เป็นบริการง่ายๆ ที่สามารถทำให้เราเชื่อมโยงชื่ออะไรซักชื่อที่เราเลือก (Hostname) บนระบบอินเตอร์เน็ตเข้ากับ IP Address ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในโลกของระบบอินเตอร์เน็ตนั้นจะมี IP Address อย่างจำกัด ดังนั้นเมื่อนคุณทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน ISP ของคุณ เค้าก็จะให้ IP Address ชั่วคราว(Dynamic IP Address) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเสมอ เพื่อใช้ในการอ้างอิงบนระบบอินเตอร์เน็ตเมื่อคุณออนไลน์อยู่นั่นเอง

แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณทำการตัดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแล้ว IP Address ดังกล่าวก็จะถูกแจกจ่ายไปให้คนอื่นๆ ที่ทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนั่นเองครับ เค้าถึงเรียกว่า Dynamic IP ไงครับ หากเมื่อไรก็ตามที่คุณต้องการที่จะสร้างเกมส์เซิฟเวอร์หรือเว็บเซิฟเวอร์เอง หรือบริการใดๆ ก็ตามที่ต้องการให้คนจากทั่วโลกทำการเชื่อมต่อมาที่เซิฟเวอร์ของคุณได้ แน่นอนครับ … เค้าจำเป็นที่จะต้องรู้ IP Address ของคุณนั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้จะไม่ง่ายเลยครับถ้า IP Address ที่คุณได้มาเป็นแบบ Dynamic ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ เพราะว่าคุณจำเป็นที่จะต้องบอกผู้คนที่ต้องการเข้ามาใช้บริการที่เครื่องเซิฟเวอร์ของคุณว่าต้องนี้ IP Address ของคุณเปลี่ยนเป็นเบอร์อะไรไปแล้ว (จินตนาการง่ายๆ หากคุณเปลี่ยนเบอร์มือถือของคุณทุกๆ วันนั่นแหละครับ… เหนื่อแน่ๆ ที่จะต้องมานั่งบอกคุณที่อยากจะติดต่อกับคุณ)

จากปัญหาดังที่พูดไปนั่นแหละครับ เลยมีบริการที่เค้าเรียกว่า DynamicDNS เกิดขึ้นมาครับ ก็เพื่อที่จะเชื่อมโยงชื่อซักชื่อที่เราขอบริการ(บ้างก็ฟรีบ้างก็เสียเงิน) มาเชื่อมโยงกับ IP Address ที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลานั่นไงครับ ซึ่งหลังจากที่ทำการเชื่อมโยงเสร็จแล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องจำและไปบอกใครๆ ว่า IP Address ของคุณคือเบอร์อะไร … แต่ใช้ชื่อแทนไงครับ … อย่างเช่นเว็บของเฮียตี๋ จดทะเบียนชื่อ suchinko.com เพื่อให้ง่ายต่อการจำ แล้วผมก็เซ็ตระบบโดยที่บอกว่า เมื่อไรก็ตามที่มีคนเข้าเว็บ suchinko.com ระบบจะทำการส่งต่อมาที่ชื่อ suchinko.dyndns.org ซึ่งเป็นชื่อที่ผมไปขอใช้บริการมาฟรีๆ จาก DynamicDNS.com เพื่อที่จะเอาชื่อ suchinko.dyndns.org มาเชื่อมโยงกับ IP Address ที่ ISP ให้ผมมาซึ่งมันจะเปลี่ยนไปตลอดเวลานั่นเองครับ … เป็นไงครับ พอจะเข้าใจหรือยังว่า DynamicDNS คืออะไร…

รูปจากหน้า web-config ของ NETGEAR Router ครับ? เกี่ยวกับการเปิดใช้ DynamicDNS service ซึ่งก่อนที่จะมี account และชื่อ dyndns ก็ต้องเข้าไปสมัครที่ http://www.dyndns.com/ ก่อนนะครับ ถึงจะเอาค่ามากรอกลงไปได้ซึ่ง

Service Provider: ก็คือ dyndns.com ที่เราไปขอใช้บริการ
Host name: ก็คือชื่อ dyndns ที่เราสร้างขึ้นมา
User name: ก็คือ account ที่เราต้องทำการสมัครก่อนที่จะสร้าง host name
Password: ก็คือ password ของ account ของเรานั่นเองครับ

ส่วน option “use wildcards” นั้นไม่ต้องคลิกก็ได้ครับ

ถ้าใส่ข้อมูลเสร็จแล้วก็ให้คลิก Apply และอาจจะลองทดสอบการทำงานโดยคลิก Show Status